SEO คืออะไร?
Search Engine Optimization หรือ SEO คือ กระบวนการทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น สามารถค้นหาเจอจาก Search Engines ต่างๆ เช่น Google, Bing, Yahoo หรือ Live (MSN) ให้สามารถแสดงผลลัพธ์จากการค้นหาอยู่ในอันดับดี (อันดับดี หมายถึง เมื่อค้นหาจากคำค้นแล้ว เจอเว็บของเราก่อนเว็บคนอื่น) ซึ่งในปัจจุบันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่มีประสิทธิภาพมาก ใช้ต้นทุนที่ต่ำ แต่ให้ผลกำไรสูง
การทำ SEO นั้นมีเทคนิคและวิธีการต่างๆ มากมาย โดยต้องเรียนรู้อัลกอลิธึ่มของ Search Enginesแต่ละค่าย ซึ่งโดยปกติอัลกอลิธึ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การศึกษาด้าน SEO นั้นต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำการเปลี่ยนแปลง มาประยุกต์ใช้กับเว็บที่พัฒนา ให้สามารถดำรงอยู่ในเส้นทางสาย SEO ได้ตลอดไป รายละเอียดต่างๆ ของการทำ SEO ผมจะนำมาเขียนในโอกาสต่อไปครับ
ทำไมต้องทำ SEO (Why?)
ถ้าหากคุณเปิดบริษัทขึ้นมาแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครรู้จักบริษัทของคุณเลย ไม่มีลูกค้า ไม่มียอดขาย แน่นอนว่าบริษัทที่เปิดขึ้นมา ไม่นานก็ต้องปิดกิจการลง เช่นเดียวกับเว็บไซต์
คงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น ไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีคนเข้าชม โดยเฉพาะเว็บไซต์ประเภท e-commerce ที่เน้นงานด้านการขายเป็นหลัก
คงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น ไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีคนเข้าชม โดยเฉพาะเว็บไซต์ประเภท e-commerce ที่เน้นงานด้านการขายเป็นหลัก
ดังนั้น เมื่อพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาแล้ว ต้องประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักด้วย ซึ่งการประชาสัมพันธ์ที่ใช้การลงทุนน้อย ได้ผลเร็ว คือการทำ SEO เพราะผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการ รวมถึงค้นหาสินค้าและบริการต่างๆ ที่เขาสนใจจาก Search Engines
Search Engine Optimization ช่วยให้คุณ
1. เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์
2. ทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเป็นที่รู้จัก
3. เพิ่มโอกาสทางการค้า
4. เพิ่มผลกำไรทางธุรกิจ
5. ลดความเสี่ยง ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
1. เพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์
2. ทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเป็นที่รู้จัก
3. เพิ่มโอกาสทางการค้า
4. เพิ่มผลกำไรทางธุรกิจ
5. ลดความเสี่ยง ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ
What is Search Engine?
Search Engine (อ่านว่า เสิร์ชเอ็นจิ้น) คือ เครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต ด้วยคำค้นต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ สื่อมัลติมีเดีย
ไฟล์บีบอัด และรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถบันทึกเป็นเอกสารออนไลน์ได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นSearch Engine มีดังนี้
- http://www.google.com
- http://www.live.com
- http://www.yahoo.com
- http://www.baidu.com
- http://www.ask.com
กระบวนการทำงานของ Search Engine
โดยปกติแล้ว Search Engine จะมีเครื่องมือที่ชื่อว่า Robot (หุ่นยนต์) ในการสืบค้นเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลด้วยการทำ Index โดย Robot จะเดินทางจากเว็บหนึ่ง ไปอีกเว็บหนึ่งผ่าน Hyperlink ที่มีอยู่ในเว็บไซต์นั้นๆ
การเรียงลำดับผลลัพธ์จากการค้นหา
Search Engine มีอัลกอลิธึ่มในการจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาแตกต่างกันไป ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนมากจะเรียงจากความสัมพันธ์กับคำค้นที่ใช้ค้นหา และมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ประเทศ ภาษา ขนาดของไฟล์ จำนวนผู้เข้าชม ความถี่ในการอัพเดทข้อมูล จำนวนลิงค์ เป็นต้น
Search Engine มีอัลกอลิธึ่มในการจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาแตกต่างกันไป ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนมากจะเรียงจากความสัมพันธ์กับคำค้นที่ใช้ค้นหา และมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ประเทศ ภาษา ขนาดของไฟล์ จำนวนผู้เข้าชม ความถี่ในการอัพเดทข้อมูล จำนวนลิงค์ เป็นต้น
Web Directory
Web Directory (เว็บไดเรคทอรี่) หรือ Directories บางทีเรียกว่า Link Directory คือ ระบบที่เก็บรวบรวมเว็บไซต์ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ ได้ด้วย เว็บที่ถูกบันทึกในแต่ละกลุ่ม จะต้องมีหัวเรื่องหรือเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เว็บไดเรคทอรี่บางแห่งทำหน้าที่เป็น Search Engine ในตัวเองด้วย บางแห่งมีฟังก์ชั่นให้โหวตหาคะแนนนิยมของเว็บเพื่อจัดอันดับ
ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็น Web Directory มีดังนี้
- http://www.dmoz.org/
- http://www.directory-index.net/
- http://www.dmoz.org/
- http://www.directory-index.net/
การเพิ่มชื่อเว็บไซต์เข้าสู่เว็บไดเรคทอรี่ (Add URL)
ในอดีตการเพิ่มชื่อเว็บไซต์เข้าสู่เว็บไดเรคทอรี่ สามารถทำได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันการที่มี Link อยู่ในเว็บไดเรคทอรี่ดี ๆ หลายที่ถือว่าเป็นผลดีกับการทำ SEO จึงทำให้การเพิ่มชื่อ
เว็บไซต์เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของ Web Directory ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
- Free Submission คือ Web Directory ที่ยอมให้เพิ่มชื่อเว็บไซต์เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ฟรี!)
- Reciprocal Link คือ Web Directory ที่ต้องทำ Link กลับมาก่อนจึงจะสามารถเพิ่มชื่อเว็บไซต์เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลได้
- Paid Submissions คือ Web Directory ที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเพิ่มชื่อเว็บไซต์เข้าสู่ฐานข้อมูลเว็บไดเรคทอรี่
แม้ว่าปัจจุบันเว็บไซต์ไดเรคทอรี่ ถูกลดบทบาทและความสำคัญจาก Search Engine อันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมกันจากการ ซื้อ - ขาย Links แต่ Backlinks ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญในการทำ SEO อยู่ดี
พิมพ์มาจนจบ สุดท้ายขอเฉลยว่า พระรองของการทำ SEO คือ การเพิ่มชื่อเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น เข้าไปสู่ระบบฐานข้อมูลของ Web Directory นั่นเองครับ
การแบ่งประเภทของการทำ SEO
White Hat SEO (SEO หมวกสีขาว)
การทำ SEO ประเภท White Hat คือ การทำเว็บคุณภาพ และทำ SEO โดยยึดแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่Search Engine หลาย ๆ ค่ายแนะนำไว้ ซึ่งควรมีลักษณะดังนี้
- หลีกเลี่ยงการทำ Hidden text หรือ Hidden Links
- หลีกเลี่ยงการทำ Doorway
- ไม่ทำ Spam Keyword
- ไม่ทำ Duplicate Content
- ไม่ทำ Cloaking หรือ Sneaky Redirects
- หลีกเลี่ยงการทำ Hidden text หรือ Hidden Links
- หลีกเลี่ยงการทำ Doorway
- ไม่ทำ Spam Keyword
- ไม่ทำ Duplicate Content
- ไม่ทำ Cloaking หรือ Sneaky Redirects
Black Hat SEO (SEO หมวกสีดำ)
การทำ SEO ประเภท Black Hat คือ การทำ SEO โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้ประโยชน์ทาง SEO โดยไม่สนใจถึงความเหมาะสม ตามลักษณะที่ตรงข้ามกับการทำ White Hat SEO ทุกประการ (ไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง)
นอกจากหมวกขาวและหมวกดำแล้ว ในปัจจุบันยังมีการแบ่งประเภทแบบไม่เป็นทางการอีก 1 ประเภท คือ Gray Hat SEO (SEO หมวกสีเทา) ที่ทำ SEO แบบกึ่งหมวกขาวและหมวกดำ
ตัวอย่างเช่น การทำ Spam Keyword โดยการแต่งประโยคที่มี Keyword อยู่ในประโยคมาก ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ Black Hat SEO จะได้ผลเร็ว แต่ก็มักจะได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ จึงขอสนับสนุนให้นัก SEO ทุกท่านทำเว็บด้วย White Hat SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวครับ
ตัวอย่างเช่น การทำ Spam Keyword โดยการแต่งประโยคที่มี Keyword อยู่ในประโยคมาก ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ Black Hat SEO จะได้ผลเร็ว แต่ก็มักจะได้ผลแค่ระยะสั้น ๆ จึงขอสนับสนุนให้นัก SEO ทุกท่านทำเว็บด้วย White Hat SEO เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวครับ
การออกแบบ website สำหรับ SEO
ก่อนจะลงมือทำ SEO ด้วยเทคนิควิธีอื่น ๆ สิ่งแรกที่ไม่ควรมองข้าม คือ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นก่อน ในบทความนี้เราจะเรียนรู้บางสิ่งที่เคยมองข้าม แต่สำคัญกับการทำ SEO ครับ
การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี (Design and Content Guidelines) ควรมีลักษณะดังนี้
การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี (Design and Content Guidelines) ควรมีลักษณะดังนี้
- ควรออกแบบเว็บไซต์ให้มี Navigation สำหรับเชื่อมโยงทั่วถึงกันแต่ละหน้า เพื่อให้ Robot ของ Search Engine สามารถ Crawl ได้อย่างทั่วถึง
- ควรจัดทำ Sitemap ของเว็บไซต์
- ควรใช้ Header Tags สำหรับหัวข้อที่สำคัญ
- ควรจัดทำเนื้อหาที่ชัดเจน มีการเน้นจุดต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลสำคัญ ด้วยการใช้ตัวอักษรตัวหนา (Bold) ตัวเอียง (Italic) หรือขีดเส้นใต้ (Underline) ตามความเหมาะสม
- ควรใช้ Title Tags สำหรับ Hyperlinks และ Alt Tags สำหรับรูปภาพ
- ควรควบคุมปริมาณการเชื่อมโยง (Hyperlinks) ไม่ควรเกิน 100 Links ต่อหนึ่งหน้า
- ควรควบคุมขนาดการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ (ทั้ง Text และ Images และ Multimedia ทั้งหมด) ให้มีขนาดที่เหมาะสม
การลงทะเบียน domain สำหรับ SEO
เว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนตรงกับคำค้น มักจะแสดงผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine ในตำแหน่งที่ดี ตรงกับคำพูดที่ว่า “แค่ชื่อดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”
ชื่อโดเมน หรือ โดเมน คือ ชื่อที่ใช้เรียกแทนตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย แทนการใช้หมายเลข IP Address ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว IP Address คือ บ้านเลขที่ แต่ชื่อโดเมน คือ ชื่อบ้าน หรือ ชื่ออาคาร และแน่นอนว่าถ้ากล่าวถึงชื่อโดเมนแล้ว สิ่งที่คู่กัน คือ นามสกุลโดเมนต้องถูกกล่าวถึงด้วยเช่นกัน นามสกุลของโดเมนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
- gTLD (Generic Top Level Domain) คือ นามสกุลโดเมนทั่ว ๆ ไป เช่น .com .net .org .biz .info
- ccTLD (Country Code Top Level Domain) คือ นามสกุลโดเมนของประเทศ หรือ ภูมิภาค เช่น .in.th .co.uk
ความเชื่อเกี่ยวกับ ชื่อโดเมน และ การทำ SEO
- ชื่อโดเมนทีเ่ป็น ccTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับคำค้นที่เป็นภาษาของประเทศหรือภูมิภาคนั้น ๆ
- ชื่อโดเมนที่เป็น gTLD จะส่งผลดีด้าน SEO กับการค้นหาโดย Search Engine ทั่วโลก
- โดเมนที่ใคร ๆ ต้องการ และได้รับความนิยมสูง คือ .com รองมาคือ .net และ .org ตามลำดับ
- โดเมนที่จดทะเบียนมาแล้วหลาย ๆ ปี จะมีผลดีด้าน SEO มากกว่าโดเมนที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่
- การตั้งชื่อโดเมนให้ตรงกับคำค้น จะทำให้ผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Search Engine อยู่ในตำแหน่งที่ดี
โครงสร้าง Directory และการตั้งชื่อไฟล์ สำหรับ SEO
เคยสังเกตบ้างไหมครับ ว่า การตั้งชื่อไฟล์ และ ไดเรคทอรี่ มีผลกับการทำ SEO ด้วย ถ้าผมจะเน้น Keyword คำว่า “SEO Tool“ ลองเปรียบเทียบระหว่าง
A. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.htm
B. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.htm
C. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.php
D. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.php
E. http://seo.siamsupport.com/seo-tool/
F. http://seo.siamsupport.com/seo_tool/
G. http://seo.siamsupport.com/index.php?page=seo-tool
H. http://seo.siamsupport.com/seo/tool/
A. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.htm
B. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.htm
C. http://seo.siamsupport.com/seo-tool.php
D. http://seo.siamsupport.com/seo_tool.php
E. http://seo.siamsupport.com/seo-tool/
F. http://seo.siamsupport.com/seo_tool/
G. http://seo.siamsupport.com/index.php?page=seo-tool
H. http://seo.siamsupport.com/seo/tool/
คุณคิดว่าแบบไหน Search Engines จะชอบมากกว่ากันครับ ในความคิดส่วนตัวของผม Search Engines น่าจะชอบแบบ H. และรองมาคือ E. F. A. B. C. D. G. ตามลำดับ
เป็นที่น่าสังเกตว่าโดยปกติแล้วชื่อโดเมน ไม่สามารถตั้งให้มีเครื่องหมายขีดล่างได้ แต่การตั้งชื่อไฟล์โดยปกติแล้ว นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือ นักพัฒนาโปรแกรม มักใช้เครื่องหมายขีดล่าง คั่นระหว่างคำ (ผมสังเกตจากเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป นะครับ) เพราะเครื่องหมายขีดกลาง โปรแกรมบางประเภทมองเป็นค่าพารามิเตอร์ อ่านแล้วอาจจะ งง ใช่ไหมครับ สรุป คือ นอกจากแบบ H. แล้ว ความคิดส่วนตัวของผม (ย้ำว่าส่วนตัวจริง ๆ นะครับ) การแบ่งคำควรใช้ขีดกลางมากกว่าขีดล่างครับ
Meta-Tag
Metadata Elements หรือ Meta Tag คือ ส่วนของซอร์สโค๊ดที่อยู่ใน Head (ส่วนหัว) ของเอกสาร HTML โดยปกติเมื่อเราเปิดหน้าเว็บไซต์หนึ่ง ๆ ขึ้นมา ส่วนของ Head จะถูกประมวลผลก่อน ดังนั้น Meta Tag จึงเป็นส่วนที่บอกคุณลักษณะของเว็บนั้น ๆ ว่าเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไร แสดงผลด้วยภาษาอะไร ใครเป็นผู้เขียน มีคำค้นที่ใช้ว่าอะไร เป็นต้น
ซึ่ง Robot ของ Search Engine จะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการประมวลผลจัดเก็บเว็บไซต์ เรามาทำความรู้จักกับ Meta Element แต่ละ Tags กันดีกว่าครับ ผมจะใช้ความรู้สึกของผมในการวัดว่า Tagsใด มีผลกับการทำ SEO มากหรือน้อยในวงเล็บหลังหัวข้อนะครับ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้)
Title Element - Page Titles (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับบอกว่า หน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่มีหัวข้อว่าอะไร เช่น
SEO - Meta Tags
ใช้สำหรับบอกว่า หน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่มีหัวข้อว่าอะไร เช่น
Meta Description Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้สำหรับแสดงรายละเอียดสั้น ๆ ของหน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่ ไม่ควรเขียนให้สั้น หรือ ยาวจนเกินไป ข้อความที่เขียนควรสัมพันธ์กับเนื้อหาของหน้านั้น ๆ ด้วยนะครับ เช่น
ใช้สำหรับแสดงรายละเอียดสั้น ๆ ของหน้าเว็บไซต์ที่กำลังแสดงผลอยู่ ไม่ควรเขียนให้สั้น หรือ ยาวจนเกินไป ข้อความที่เขียนควรสัมพันธ์กับเนื้อหาของหน้านั้น ๆ ด้วยนะครับ เช่น
Meta Keywords Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้สำหรับระบุคำค้น ที่สามารถเข้ากันได้กับเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น ๆ สามารถใส่ได้หลายคำ และแบ่งคำโดยใช้เครื่องหมายจุลภาค ( , ) เช่น
ใช้สำหรับระบุคำค้น ที่สามารถเข้ากันได้กับเนื้อหาในหน้าเว็บนั้น ๆ สามารถใส่ได้หลายคำ และแบ่งคำโดยใช้เครื่องหมายจุลภาค ( , ) เช่น
Meta Language Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีเนื้อหาเป็นภาษาอะไร เช่น
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ มีเนื้อหาเป็นภาษาอะไร เช่น
Meta Content Type Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถแสดงผลได้ถูกต้องด้วยชุดตัวอักษรแบบใด และเป็นเอกสารประเภทอะไร เช่น
ใช้สำหรับระบุว่า หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถแสดงผลได้ถูกต้องด้วยชุดตัวอักษรแบบใด และเป็นเอกสารประเภทอะไร เช่น
Meta Revisit-After Tag (มีผลกับการทำ SEO ปานกลาง)
ใช้สำหรับบอกกับ Robot ของ Search Engine ว่า ให้มาเก็บข้อมูลอีกครั้งในอีกกี่วันข้างหน้า เช่น
ใช้สำหรับบอกกับ Robot ของ Search Engine ว่า ให้มาเก็บข้อมูลอีกครั้งในอีกกี่วันข้างหน้า เช่น
Meta Robots Tag (มีผลกับการทำ SEO มาก)
ใช้สำหรับบอก Robot ของ Search Engine ว่าให้ Robot เก็บข้อมูลในหน้านั้นไป Indexs หรือไม่ หรือ ให้ Robot เดินทางไปตาม Links ที่ปรากฎในหน้านั้น ๆ หรือไม่ เช่น
ใช้สำหรับบอก Robot ของ Search Engine ว่าให้ Robot เก็บข้อมูลในหน้านั้นไป Indexs หรือไม่ หรือ ให้ Robot เดินทางไปตาม Links ที่ปรากฎในหน้านั้น ๆ หรือไม่ เช่น
นอกจากข้างต้นแล้ว ยังมี Meta Element อีกหลาย Tags ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึงครับ เพราะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่อง SEO ขอให้ทุกท่านสนุกกับการปรับแต่ง Header ของเอกสาร HTML เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำ SEO นะครับ
Link Popularity
ผมฟังจากการบอกต่อ ๆ กันมาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ว่า การทำ SEO นั้นหัวใจอยู่ที่ Link Popularity ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาพูดเรื่องของ Link Popularity กันครับ
Link Popularity คือ อะไร (What is Link Popularity ?)
Link Popularity คือ จำนวนหน้าเว็บที่ Links เข้ามาในหน้าหนึ่ง ๆ ของเว็บไซต์ พูดง่าย ๆ คือ จำนวน Links นั่นเอง ไม่มีความหมายใด ๆ แฝงอยู่
Link Popularity คือ อะไร (What is Link Popularity ?)
Link Popularity คือ จำนวนหน้าเว็บที่ Links เข้ามาในหน้าหนึ่ง ๆ ของเว็บไซต์ พูดง่าย ๆ คือ จำนวน Links นั่นเอง ไม่มีความหมายใด ๆ แฝงอยู่
ประเภทของ Link Popularity (Type of Link Popularity)
Link Popularity สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
Link Popularity สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
- One-Way Links หรือ 1-Way Links คือ การ Links แบบทางเดียว เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ไม่ต้องทำ Links กลับไปเว็บไซต์ A
- Two-Way Links หรือ 2-Way Links คือ การ Links แบบสองทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B และ เว็บไซต์ B ต้องทำ Links กลับไปหาเว็บไซต์ B ด้วย
- Three-Way Links หรือ 3-Way Links คือ การ Links แบบสามทาง เช่น เว็บไซต์ A ทำ Links ไปที่เว็บไซต์ B แต่เว็บไซต์ B ให้เว็บไซต์ C ทำ Link กลับไปหาเว็บไซต์ A แทน
ซึ่งการทำ One-Way Links และ Three-Way Links ตามตัวอย่างข้างต้น จะส่งผลดีให้กับเว็บไซต์B มากกว่าการทำ Two-Way Links ในมุมมองของ SEO
ประโยชน์ของ Link Popularity (Benefit of Link Popularity)
- การที่มี Links เข้าหาเว็บไซต์มาก ทำให้โอกาสที่ Robot ของ Search Engine เข้ามาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์มีมาก
- เพิ่มโอกาส และ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
- เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
On-Pages Factor and Off-Pages Factor
ถ้าพูดกันถึงเรื่องการทำ SEO คงมีหลายครั้งที่มีคนพูดถึง Factor หรือ ปัจจัยต่าง ๆ ของการทำ SEO
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ On-Page Factor และ Off-Page Factor
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ On-Page Factor และ Off-Page Factor
On-Pages Factor คือ ทุกสิ่งที่ Search Engine สามารถมองเห็นจากเว็บไซต์ เช่น
เนื้อหา หัวเรื่อง การเชื่อมโยง เป็นต้น เหมือนกับที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้จากโปรแกรม Text Browser
ซึ่งในการทำ On-Page Factor ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
- ที่ Title Tag ควรใส่คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภายในหน้าเอกสารนั้น ๆ เช่น ถ้าเนื้อหาของหน้าเว็บนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อน ควรใช้ Title ว่า “โลกร้อน”
- ควรวางขอบเขตของเนื้อหาในเอกสารแต่ละหน้า เช่น ถ้าต้องการเขียนเรื่องข้อมูลภาพยนตร์ ก็ไม่ควรให้มีข้อมูลอื่น ๆ เช่น เล่นเกม ฟังเพลง ปนอยู่
- การสร้าง Links ควรเชื่อมโยงไปที่หน้าเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อความที่ปรากฎใน Links เช่น การทำ HyperLinks ที่ข้อความว่า “ภาพยนตร์” ก็ควร Links ไปในหน้าที่มีข้อมูลภาพยนตร์ ไม่ควร Link ไปในหน้าที่มีเนื้อหาอื่น ๆ เช่น เนื้อเพลง หรือ กลอน
- พยายามจัดกลุ่มของเนื้อหา และการเชื่อมโยงต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย
- พยายามตั้งชื่อไฟล์ให้สอดคล้องกับหัวข้อของเนื้อหาภายในหน้าเอกสาร
Off-Pages Factor คือ สิ่งต่าง ๆ ที่ Search Engine ไปพบเจอมา ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎอยู่ในหน้าเอกสารเว็บไซต์ ดังเช่น
- การทำ Sitemap
- การเพิ่ม Link Popularity
- การเพิ่มรายชื่อเว็บไซต์ใน Directory Listing
- การทำ Social Networking
สรุป On-Page Factor คือ การ Optimisation เนื้อหาภายในหน้าเว็บให้มีความเหมาะสมกับการทำSEO (หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นปัจจัยภายใน) ส่วน Off-Page Factor คือ การ Optimisation สิ่งที่ไม่ใช่เนื้อหาของเว็บไซต์ (หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นปัจจัยภายนอก) ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้มีความสำคัญทั้งคู่ ควรปรับแต่งให้เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น